Ninja 250 Thailand
ตุลาคม 02, 2014, 12:35:59 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: 「ここは友でけではなく 我々はお互いに助け合う家族であるWe are family」
 
 หน้าแรก    เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Sponsor Sponsor

Sponsor Sponsor Sponsor

Sponsor Sponsor Sponsor

หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อยากให้ลงบทความเกี่ยวกับการเริ่มหัดขับ bigbike  (อ่าน 18232 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
LOP
Ninja User
Ninja User Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1244



« เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 11:58:41 AM »

อยากให้ลงบทความเกี่ยวกับการหัดขับบิ๊กไบค์ เป็นรายอาทิตย์ก็ได้นะครับ เช่น เริ่มทำความรู้จักกับรถใหญ่ การหัดขับเบื้องต้น การจัดวางท่านั่ง การถ่ายน้ำหนักเวลาเข้าโค้ง อาจมีภาพประกอบจะดีมากครับ ให้ความรู้กับผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ไปเรียนขับ หรือไม่มีพื้นฐานแบบผมเนี่ย หรือเนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป บางครั้งผมรู้สึกว่ารถคันเดียวกันแต่คนขับคนละคนกัน ท่านั่งขับจะสวยไม่เท่ากัน ยิ่งไม่เคยนี่ ท่านั้งมันดูเก้งก้างพิกล
บันทึกการเข้า
LOP
Ninja User
Ninja User Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1244



« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 02:38:43 PM »

ไหนๆนินจาก็ได้ชื่อว่าเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย และโดยเฉพาะมือใหม่หัดขับรถใหญ่แล้ว ผมว่ามันจะเป็นเวปที่มีสาระ และให้ความรู้มากๆ เลยอ่ะ
บันทึกการเข้า
MF...( เป้ )
Ninja User
Ninja User Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 882


^ ซักวันต้องโดนแน่ ๆ ^


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 03:36:37 PM »

เห็นด้วยคับ  ผมก็มือใหม่หัดขับเหมือนกันคับ   howw
บันทึกการเข้า
Eric... (เอ็ก)
Moderator
Ninja User Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19538


การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 05:04:20 PM »

เห็นด้วยคับ  ผมก็มือใหม่หัดขับเหมือนกันคับ   howw


ก็มีการลงไปบ้างแล้วนะครับ

ลองหาดู

รอให้แวปเราโตกว่านี้อีกสักนิด ท่าน WM คงจะแยกหมวดหมู่ให้เอง เพื่อความสดวกในการค้นหาครับ

http://www.ninja250thailand.com/board/index.php?topic=582.0


http://www.ninja250thailand.com/board/index.php?topic=571.0

เอาแค่นี้ก่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2008, 05:12:04 PM โดย eric » บันทึกการเข้า

It's not the size of your body but the size of heart
LOP
Ninja User
Ninja User Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1244



« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2008, 10:53:03 PM »

เห็นด้วยคับ  ผมก็มือใหม่หัดขับเหมือนกันคับ   howw


ก็มีการลงไปบ้างแล้วนะครับ

ลองหาดู

รอให้แวปเราโตกว่านี้อีกสักนิด ท่าน WM คงจะแยกหมวดหมู่ให้เอง เพื่อความสดวกในการค้นหาครับ

http://www.ninja250thailand.com/board/index.php?topic=582.0


http://www.ninja250thailand.com/board/index.php?topic=571.0

เอาแค่นี้ก่อน
คือผมอยากได้ แบบเป็นทางการเลยอ่ะครับ ไม่อยากได้แบบเฉพาะกิจ เริ่มจากพื้นฐานเลย จน ถึงขั้นฝึกซ้อมได้เลยอ่ะคับ เนื่องจากหลายคนมิได้มาจากพื้นฐานมอเตอร์ไซด์โดยตรง อย่างผมเนี้ยเคยไผ่ฝันอยากขับบิ๊กไบค์บ้าง(คิดว่ามีหลายคนเหมือนกันนะ) แต่มันแพงเหลือเกิน ขับแต่รถยนต์ แต่เมื่อมีบิ๊กไบค์ที่เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่ม หรือ อยากหัดลองแบบจริงจัง ราคาพอเอื้อมถึง ก็อยากขับขี้ด้วยทักษะที่ถูกต้อง แม้ไม่สามารถไปเรียนขับโดยตรง จึงอยากรบกวนทางเวป หรือผู้ที่รู้ ช่วยหน่อยอ่ะครับ  Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy
บันทึกการเข้า
kindani (ใหม่)
Ninja User
Ninja User Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 988



อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 01:32:42 AM »

มันต้องฝึกกับตัวอ่ะครับ ถึงจะเข้าใจด้วยร่างกายตัวเอง จากการเปิดสอนอยู่เป็นระยะๆ แต่เบื้องต้นก็ลองดูจากลิ้งของพี่ Eric ก่อนก็ได้ครับ ว่าแต่...ขี่ BB มันยากขนาดต้องเรียนอย่างเป็นทางการเลยหรือครับ ผมขี่มอไซคันแรกและครั้งแรกในชีวิตคือ Honda Phantom 200 ก็โอนะไม่ยากอะไร และก็โดดมาขี่ BB เป็น Suzuki GSXR600 เลย จะแตกต่างก็ตรงท่านั่ง และความแรงที่เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ผมว่า Ninja มันเป็น BB ในระดับเริ่มต้นที่ขี่ง่ายมากๆ เหมือนกับขี่ CBR150 แต่รถใหญ่กว่า และเครื่องแรงกว่าเท่านั้น ลองขี่จากความเร็วที่เราคิดว่าควบคุมได้ เอาให้คล่องในทุกโค้ง และหยุดได้ทุกสภาพพื้นผิว จากนั้นก็เพิ่มความเร็วไปเรื่อยๆ เริ่มค้นหาเทคนิคด้วยตัวเองทีละนิด...ก็เท่านั้นครับ แต่ที่สำคัญ ขอให้อุปกรณ์ครบ และทิ้งความประมาทไปซะ เท่านี้ก็ดีในระดับนึงแล้วครับ  1   
บันทึกการเข้า

P-TUN
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 13


เหนือจดใต้ อีสานตะวันออก ด้วย2ล้อใจรัก


« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 03:34:01 AM »

 ???เริ่มจากขี่จักรยานยกล้อเลี้ยงเบรกหลังก่อนครับ love wanz 1 ping wew ฝึกการทรงตัวที่ดีก่อนครับ cool
บันทึกการเข้า
Eric... (เอ็ก)
Moderator
Ninja User Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19538


การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู


อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 07:09:15 AM »

จริงๆแล้วผมเซฟข้อมูลดีๆ น่าเชื่อถือ ของการใช้รถ การบำรุงรักษา การปรับแต่ง ฯลฯ ใว้มากมาย

โดยหวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อเรามีหน้า Knowhow ผมจะทยอยเอามาลงทีละเรื่อง

แต่เมื่อมีผู้อยากรู้ผมก็เลยเอาบางส่วนมาลงให้ครับ

เอาใว้วันหลังเราค่อยจัดหมวดหมู่ใหม่ก็แล้วกัน


ระวังตาลายนะครับ บอกก่อน ยาาาาาาาา..................ว



การแซงอย่างปลอดภัย

4ขั้นตอนในการแซงที่รวดเร็วและปลอดภัย
PLAN
แผน... การทะลุผ่านการจราจรไม่ใช่เรื่องยากสำหรับรถมอไซด์ การขับเคลื่อนที่รวดเร็วและแรงกว่ารถยนต์ส่วนใหย่ ดังนั้นเมื่อ เวลาที่ถูกต้องมาถึง คุณก็ควรไปในทันทีทิ้งรถทั้งหลายไว้เบื้องหลัง แต่ปัญหาคือ เมื่อไหร่ควรไป หรือ เมื่อไหร่ควรรอ หลังจากได้ศึกษา TIP 4ขั้นตอนนี้แล้ว จะทำให้คุณไปถึงจุดหมายของคุณได้เร็วและปลอดภัย
STEP ONE
ขั้นแรก...ใช้สายตาดูป้ายต่างๆและพื้นถนนว่ามีอะไรบ้างอยู่ข้างหน้า
                ก่อนที่จะแซงรถต่างๆ คุณต้องมีแผนว่า เวลาที่ดีที่สุดนั้นมาถึงรึยังและจะขี่รถของคุณไปทางไหน มีอะไรที่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากแซงไปแล้ว ทั้งหมดนี้ต้องใช้สายตาของคุณประเมินสถานการณ์ก่อน ต้องพยายามสังเกตุให้รอบๆทั้งป้ายจราจรต่างๆ เหตุการณ์ข้างหน้า พื้นถนน โค้งต่างๆ ทางแยก มีการก่อสร้างข้างหน้าหรือไม่ และอย่าลืมการจราจรด้านหลังด้วยเพราะอาจจะมีรถที่กำลังจะแซงคุณอยู่ก็ได้

STEP TWO
ขั้นที่2...ตำแหน่ง
           พยายามอยู่ในตำแหน่งที่สร้างโอกาศให้คุณในการแซงมากที่สุด อย่าพยายามอยู่ใกล้หรือ หลังรถคันหน้ามากเกินไป เพราะคุณจะไม่สามารถมองเห็นสภาพโดยรอบของพื้นที่ๆคุณต้องการจะแซงได้ และระยะในการเบรคกรณีฉุกเฉินจะมีน้อยเกินไป ก่อนที่คุณจะพยายามแซงรถคันหน้าพยายามจัดตำแหน่งรถคุณให้อยู่ใกล้เส้นแบ่งกลางถนนให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้เห็นภาพได้กว้างที่สุด และยิ่งไปกว่านั้นสามรถเห็นคนขับรถคันหน้าได้จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้นทีเดียว

STEP THREE
ขั้นที่3...ความเร็ว
           เมื่อคุณตัดสินใจได้ว่าจะแซงรถคันหน้าแล้ว เรื่องที่ตามมานั้นคือความเร็วและเกียร์ของคุณในขณะนั้น คุณต้องแน่ใจว่า เกียร์ของรถคุณในขณะนั้นถูกต้องกับความเร็วที่คุณต้องการ เพื่อที่จะสามารถนำรถของคุณเร่งไปได้อย่างรวดเร็วไม่เสียเวลา การเปลี่ยนเกียร์ลง1เกียร์นั้นจะสามารถทำให้คุณเร่งความเร็วของรถไปได้อย่างรวดเร็วทันใจและยังหมายถึง คุณยังสามารถใช้ เอ็นจิ้นเบรค ได้อีกเมื่ออยู่ในกรณีฉุกเฉิน

STEP FOUR
ขั้นที่4...เมื่อผ่านรถคันหน้า
           เมื่อคุณผ่านขั้นตอนต่างๆจนสามารถแซงรถคันหน้าได้แล้วคุรก็ควรที่จะเคลื่อนรถคุณให้ไปอยุ่ในตำแหน่งที่ดีและปลอดภัยที่สุดเพื่อ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือเหตุการ์ณที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ นั้นคือ เมื่อรถของเราต้องไปอยู่ในเลนรถที่สวนมา ขณะแซงรถคันหน้ามันย่อมอันตรายมากว่าที่อยุ่ในช่องเลนของเราเอง ฉะนั้นไม่ควรรีรอเมื่อแซงแล้วควรรีบนำรถกลับเข้าเลนของเราทันที และจะต้องเว้นช่วงห่างของรถเรากับรถที่แวงพอสมควรเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเอาไว้ด้วย
ข้อสำคัญ.....
                เมื่อคุณไม่มั่นใจว่าจะสามารถแซงไปได้อย่างปลอดภัย คุณควรชลอหยุดตรงตำแหน่งเดิม แล้วคอยเวลา จังหวะใหม่

pum118          webmaster
kai GS1150    แปลบทความ
 
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2008, 07:42:15 AM โดย eric » บันทึกการเข้า

It's not the size of your body but the size of heart
Eric... (เอ็ก)
Moderator
Ninja User Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19538


การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู


อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 07:12:16 AM »

การเข้าโค้งที่ถูกต้อง(เพิ่มเติม)

ไปเจอมาใน 118 bike เลย copy มาให้อ่านกันเพิ่มเติมครับ(แต่ไม่เห็นมีภาพนะครับ)


การเข้าโค้งที่ถูกต้อง
สวัสดีครับ
    หลังจากห่างหายการเขียนบทความไปนานแล้ว เห็นหลายๆคน ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนๆน้องๆมือใหม่ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับ เทคนิคการขี่รถ จริงๆแล้วอยากเขียนให้แบบว่าคุยกันให้ฟังมากกว่าที่จะป็นการสอน แต่เพื่อให้ดูสมเหตุผลมากกว่าการที่ผมจะมามั่วนิ่มคนเดียว ก็ต้องมีภาพหรือเอกสารประกอบซะหน่อย ถ้าผิดพลาดที่ตรงไหนก็ขออภัยด้วยนะครับ งั้นมาเริ่มเลย
     เริ่มแรกท้องถนนในบ้านเรา ในเลนที่มีรถสวนทาง ไม่ว่าคุณจะอยุ่ตรงไหน คุณต้องระวังรักษาไลน์การขี่ของคุณ และจะต้องมีสมาธิเสมอ การมองโค้งและการทรงตัว เพราะทุกอย่างมันจะต้องสำพันธ์กัน การเปิดคันเร่งเวลาเข้าโค้ง การจัดท่าทาง คงไม่ต้องถึงขนาดตั้งใจโหนแบบGPหรอกครับ ( เคยขี่ตามนักบิดประเภทนี้ โห...ห้อยตูด หัวเข่านี่สีพื้นแคร๊กๆ ท่าสวยงามมาก ในความเร็วต่ำ.... ) ถ้าจะลองทำอย่างนั้นก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ให้ดูเป็นธรรมชาติจะดูเข้าท่ากว่า....
     การจับคันเร่ง
            การจับคันเร่งที่ถูกต้อง หลายๆคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง หากคุณจับคันเร่งผิดวิธี จะทำให้คุณเข้าโค้งได้ไม่ดีและไม่มั่นคงในโค้ง การจับคันเร่งให้จับแบบเฉียง อย่าให้ข้อมือทำมุมฉากกับรถคุณ ให้จับคันเร่งแบบถือไม้เทนนิส( คงพอมองออกมั๊ง...! ) ให้ออกแรงบิดคันเร่งโดยใช้ข้อมือ อย่าให้บิดจนแขนตามไปด้วยเพราะจะมีผลไปถึงการทรงตัวของรถ เช่นถ้าใช้ท่อนแขนบิด จะทำให้หัวไหล่และลำตัวขยับไปด้วย ทำให้เสียความสมดุลและน้ำหนักตอนเข้าโค้ง ( ย้ำ..!ใช้แค่ข้อมือเท่านั้น )
     การวางขาและเท้า
             การวางขาและเท้าจะว่าถึงการขับขี่ในถนนปรกตินะครับ ส่วนเรซซิ่งไม่ชำนาญขนาดนั้น ถนนปรกติให้วางไว้กึ่งกลางเท้า ปลายเท้าจะอยู่ที่ก้านเบรค-คันเกียร์ ถ้าในสนามตัวผมเองจะกระทิบถอยหลังมาหน่อย เทคนิคเบื้องต้นแรกนั้น ให้ลองใช้วิธีถ่ายน้ำหนัก ออกแรงเน้นไปที่เท้าข้างที่เข้าโค้ง( งงๆสิ) ตัวอย่างเช่นโค้งขวา ก็กดเท้าขวาให้หนัก โค้งซ้ายก็กดน้ำหนักเท้าซ้าย อันนี้เป็นวิธีอธิบายง่ายๆนะครับ เอาไปทดลองดูได้ แต่ถ้าในการขี่ให้ ดูราบรื่นและสมูทนั้น แค่กดแค่เท้าข้างใดข้างนึงมากกว่าอีกข้างคงไม่พอ  การวางน้ำหนักเท้าที่อยู่ด้านนอกโค้งก็สำคัญนะครับ เพียงแต่ว่าคุณต้องจับจุดความสำพันธ์นี้ให้ได้ อธิบายยากแฮะ..ลองเอาไปทดลองดูครับ
      อธิบายประกอบ...เสริมต่อจากทั้ง2 หัวข้อ
              จุดมุ่งหมายคือ ต้องปลอดภัย ไม่สไลด์หรือเสียหลัก (แหง...อยู่แล้ว)แต่คราวนี้มันก็จะประกอบไปด้วย การใช้คันเร่ง การถ่ายน้ำหนักตัว การวางขา และสะโพก
1. ลดความเร็วลงก่อนที่คุณจะเข้าโค้ง (สำคัญมากๆ)
2. การอยู่ในไลน์ที่ถูกต้อง อย่างแรกคือตอนเข้าโค้งคุณจะเจอแรงหนีศูนย์ นี่หละคุณเลยต้องถ่ายน้ำหนักไปด้านในโค้ง แต่การที่โหนออกไปนอกรถเพื่อชดเชยแรงเหวี่ยง อย่างแรกที่เห็นคือรถคุณเบาขึ้น แต่ผลที่จะตามมาแบบเห็นได้ชัดคือ ยางจะมีน้ำหนักไปกดทับน้อยลง ยางก็เกาะพื้นได้น้อยลงตามไปด้วย อันนี้บอกยากแต่ให้คุณลองใช้ความรู้สึกจับอาการของรถดู ถ้าในสนามจะทำอย่างนี้ได้ดีเพราะในโค้งเดียวกัน คุณสามารถทดลองเข้าและออกจากโค้งได้ในหลายๆความเร็ว หลายๆครั้ง หลายๆรอบ ได้ทดสอบและจับความรู้สึกอาการของรถจนคุณเข้าใจและจนกว่าจะพอใจ
3. ภาพประกอบ
3.1 เริ่มการเบรค ถ่ายน้ำหนักที่ก้นออกมานอกตัวรถเพียงครึ่งเดียว
      จากภาพ เป็นการจัดท่าก่อนการเข้าโค้ง เหมือนกับการวางน้ำหนักตัวอยู่บนต้นขาและรักษาสมดุลไว้
      - การใช้เบรคหน้าจะใช้เบรคหน้าเป็นหลัก ส่วนเบรคหลังจะใช้เพียงเพื่อรักษาสมดุลเอาไว้เท่านั้น
3.2 ถ่ายน้ำหนักมาที่ด้านในของโค้ง
      จากภาพการใช้เบรคหน้าจะหยุดเพียงเท่านี้ ในขณะเดียวกันขณะที่คุณคลายแรงบีบของเบรคหน้า แรงที่รถพุ่งไปข้างหน้าจะเริ่มน้อยลง การเคลื่อนไหวของร่างกาย ท่อนบน แขน และขาจะเป็นลักษณะอย่างในภาพ
      - ลักษณะการมอง ให้มองไปยังจุดที่ต้องการจะพารถไป ( มองไปสุดโค้ง ไม่ใช่มองแต่หน้ารถตัวเอง1-2เมตร  )
      - น้ำหนักตัวให้ทิ้งน้ำหนักมายังด้านใน ไม่เน้นแรงกดไปยังแฮนด์รถ
      - ลักษณะเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อแบนโค้ง
3.3  การใช้คันเร่ง ในโค้ง
      จากที่กล่าวมาในข้อที่3.2 คือลักษณะของร่างกายท่อนบนจะโน้มไปด้านหน้าเพียงเล็กน้อย
       ข้อควรระวังเป็นอย่างยิ่งคือ
      - ห้ามใช้เบรคหน้า
      - เบรคหลังใช้เพียงเล็กน้อยเพื่อรักษาสมดุลเท่านั้น
      - ลักษณะที่สำพันธ์กันคือ การโน้มหรือถ่ายน้ำหนักตัวไปด้านหน้า ช่วงนี้การใช้คันเร่งให้คลอคันเร่งไปเรื่อยๆ( คลอคันเร่งหมายถึง ค่อยๆเปิดคันเร่ง ไม่กระทำทันทีทันใด ) อันนี้บอกยาก แต่ให้เข้าใจว่า คุณต้องรู้สึกว่า รถของคุณยังมีแรงที่เครื่องยนต์กระทำออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เความรู้สึก การจับจังหวะของคุณเองให้สำพันธ์กัน..(งง..มั๊ยเนี้ย! อธิบายยากเหมือนกัน )
      - ให้นึกไว้ก่อนว่าก่อนเข้าโค้งคุณยกคันเร่ง และเบรค เพื่อลดความเร็วรถ แต่มาเพิ่มคือเปิดคันเร่งช่วงกลางค่อนมาทางปลายโค้ง เพื่อส่งรถของคุณให้ออกจากโค้ง (เตือน..! ขณะที่คุณกำลังอยู่ในโค้ง การเดินคันเร่งรีดรอบออกแบบทันทีทันใด /กระแทกคันเร่ง /ไม่ควรทำอย่างยิ่ง )
3.4 ขาด้านนอก และเท้าด้านนอกโค้ง ใช้รักษาสมดุลของรถ
3.5 จังหวะการเดินคันเร่งในโค้ง หรือที่ภาษา นักบิด เรียกว่า" การไต่โค้ง "
       - ใช้การมองแบบ มองผ่าน แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ให้ละเลยในจุดใด เป็นการมองสังเกตุสภาพของถนน อุปสรรค์ สิ่งกีดขวาง และช่องทางที่รถจะพุ่งออกไป ทั้งหมดที่กล่าวนี้ คุณต้องประมวลผลเอาในช่วงไม่กี่วินาที หรือที่ ภาษา นักบิดเรียกกันอีกนั้นหละว่า "การอ่านโค้ง "
       - ข้อกำหนด /บังคับเลย...
       - ห้ามเปิดคันเร่งเพื่อส่งรถ ก่อนที่คุณจะมองเห็นทางออก ถ้าไม่เห็นทางออกที่ปลายโค้ง คุณทำได้แค่คลอคันเร่งเท่านั้น การเปิดคันเร่งโดยไม่เห็นทางออก อาจส่งผลให้คุณเข้าผิดไลน์ได้ การเปิดคันเร่ง เพื่อเพิ่มความเร็วรถกระทำได้เมื่อเห็นช่องทางออกแล้ว อยู่ในจังหวะที่รถคืนการทรงตัว( รถเอนขึ้นตามแรงหนีศูนย์ที่กระทำกับตัวรถ ) ตัวคุณเองก็ต้องถ่ายน้ำหนักตัวขึ้น คืนในตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ยังเปิดคันเร่งแบบสม่ำเสมอทีละนิดๆ
3.6 การกระทำที่ส่งผล ตามจังหวะการเดินคันเร่ง
      - เดินคันเร่งมากไป ยิ่งจะทำให้รถคุณ ยิ่งบานโค้งออกทางด้านนอก ยิ่งเปิดคันเร่งมากเท่าไหร่ก็บานโค้งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เผลอๆ แหกโค้งไปเลย
      - เดินคังเร่งน้อยไป จะส่งผลให้รถคุณ พับเข้าส่วนในของโค้งมากเกินไป ตามหลักวิทยาศาสตร์...แฮะๆการเปิดคังเร่งที่สมดุลกัน ระบบกันสะเทือนหน้าและหลังจะยุบตัวลงจากแรงเหวี่ยงที่กระทำต่อรถ( ยางสำคัญมาก.... )
3.7 คืนตำแหน่งของคุณกลับที่เดิม ช่วงจังหวะการออกจากโค้ง
3.8 จังหวะการเดินคังเร่งเต็มที่ ช่วงออกจากโค้ง (สบายแล้ว....ผ่านมาแบบหมูๆ )
      เอาหละเป็นไงครับ พอจะเข้าใจมั๊ยเนี้ย! หรือว่า งง..ผมเองอ่านเอง เขียนเองยังงงเลย 55 เอาเป็นว่า ลักษณะการเข้าโค้งที่ปลอดภัยคือ ต้องสำพันธ์กันทั้ง ท่าทาง การวางเท้า การถ่ายน้ำหนักตัว และจังหวะการเบรคและเดินคันเร่งที่สมดุลย์กัน บางคนอาจจะว่า ปัดโธ่..แม่งเขียนง่าย แต่พอจริงๆทำไมมันยากจัง สำหรับมือใหม่ การถ่ายน้ำหนักตัว คงยาก เพราะกลัว พอลองทดลองทำดูมันยากเกินไป (หวาดเสียว ) แต่ทั้งนี้ ยางหน้า-หลัง ระบบเบรคสำคัญมาก อย่าไปหัดทั้งที่ยางไม่ดีนะครับ เพลอๆอีตอนโหนในโค้ง มันมีแรงหนีศูนย์ที่กระทำกับคุณและรถ มันไปเพิ่มภาระให้กับโช๊คหน้าและหลัง อ้าว..มันก็ไปเพิ่มแรงกดที่ยางสิทีนี้ ถ้ายางคุณไม่ดีก็จะเกิดอาการไม่เกาะโค้ง พอไม่เกาะ มันก็เกิดอาการสไลด์ ถ้าเข้าไม่แรงก็คงคงรู้สึกแบบสไลด์ แถ๋ๆ (ถืดๆๆ) แต่ยังเอาอยู่  แต่ถ้าคุณยังพยายามเข้าให้แรงและเร็วกว่านั้น ยางมันรับภาระไม่ไหว มันจะไถลหลุดถืดดดด...ไปเลย แต่ถ้าแบบเบาะๆ อีตอนยางมันเริ่มมีอาการสไลด์หน่อยๆ ถ้าคุณกลัว ตามสัญชาติญาณ คุณคงยกคันเร่งแบบอัตโนมัติ คราวนี้แรงเหวียงจะดันรถคุณให้เด้งขึ้นมา ผลคือรถวิ่งผิดไลน์ เรียกว่า"บานโค้ง" ก็มี2อย่างคือ เมื่อรถทำท่าจะแหกโค้งบานออกไป คุณก็ต้องรีบชลอความเร็วโดยด่วน เบรคสิ ถ้าเบรคแรงเกินไปหน้าอาจพับไปเลย  หรือถ้าโชคดี อาจเอาอยู่ แต่หัวใจก็ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น บอกไว้เลยว่ายางสำคัญมากๆ อย่าละเลย นอกจากว่าคุณชอบให้อะดินาลีน หลั่งทุกโค้ง..!ตื่นเต้นดี 
        แล้วอีกอย่างนึงคือ ถ้าเทียบกันระหว่างยางหน้าและหลัง อันไหนสำคัญกว่ากันในโค้ง ผมว่า ยางหน้ามีผลมากกว่า ถ้าจำเป็นจริงๆต้องเดินทางไกล แต่ดันมีงบจำกัด ทำไงหละ?? ผมแนะนำว่า ถ้าต้องเลือกเปลี่ยนเส้นใดเส้นนึง เปลี่ยนยางหน้าให้ดีไว้ก่อนดีกว่า ยังไงซะถ้าเกิดอาการสไลด์จริงๆ ต่อให้ยางหลังเกิดอาการที่ผมว่า แต่เรายังแก้อาการที่ยางหน้าได้ (ยางหน้ายังเกาะถนนอยู่ ) เพราะถ้าเกิดอาการสไลด์ของยาง(ไม่เกาะถนน) ในยางหน้าแล้ว คุณแก้อาการของรถไม่ได้เลย....
         เอ้า..พอไหวมั๊ยเนี้ย ฉะนั้นมือใหม่หัดขี่ ต้องค่อยๆพยายามเรียนรุ้ครับ อย่าห้าว..หรือประมาทเด็ดขาด เพราะรถล้มมันเจ็บและเสียเงิน ค่อยๆหัดไปทีละนิดสร้างประสพการ์ณไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งไปเอง คราวนี้พอถ้าชำนาญแล้ว คุณจะเบื่อทางตรงมากๆ แต่พอขี่ไปมองเห็นทางข้างหน้าเป็นทางโค้ง คุณจะยิ้มในหมวกกันน็อค แล้วปรี่ ทิ้มเข้าหาโค้งเลย (ไชโย..เจอโค้งแล้วเฟ้ย!!!! )

pum118 เขียน
ขอขอบคุณหนังสือเก่าๆที่เก็บไว้นานแล้ว "หนังสือมอเตอร์ไซเคิล " เอามาปัดฝุ่นเรียบเรียงใหม่
ขอบคุณคร๊าบ.....
   
บันทึกการเข้า

It's not the size of your body but the size of heart
Eric... (เอ็ก)
Moderator
Ninja User Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19538


การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู


อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 07:16:02 AM »

เทคนิคการดูสัญญาณไฟรถบรรทุก

     

ผมเอาเทคนิคการดูสัญญาณไฟรถบรรทุก  มาฝากคร้าบบบบ

อาจจะใช้ได้ในบางครั้งบางอย่างก็ใช้ไม่ได้กับจราจรในเมืองไทย
ต้องระวังมันต้องแยกก่อนครับว่าเราขับตามกัน หรือว่าเราขับสวนทางกัน

เอาที่ขับตามกันก่อน และรถบรรทุกอยู่ข้างหน้าเรา

กรณีนี้เราจะมองเห็นแต่ไฟท้าย ให้สังเกตไฟเลี้ยว

*เปิดซ้ายที ขวาที สลับกัน หมายความว่าให้ระวัง
เค้าอาจจะเบรกหรือข้างหน้ามีปัญหา อาจมีด่าน มีอุบัติเหตุ
หรือข้างหน้าเบรกกะทันหัน สรุปก็คือให้ระวังไว้ครับ อย่าเพิ่งแซงขึ้นไปในตอนนี้
ขับตามกันไปก่อน

*เปิดกระพริบคู่ หรือที่เรียกว่าไฟผ่าหมาก
ถ้าใกล้แยกเค้าอาจจะบอกว่าเค้าจะตรงไป หรืออีกนัยหนึ่งถ้าเค้าเปิดกระพริบคู่
หลังจากที่เปิดซ้ายขวาสลับกัน แสดงว่าเค้ากำลังจะหยุดรถแล้วนะครับ ให้ระวังไว้

*เปิดซ้ายอย่างเดียว
ถ้ากรณีนี้รถวิ่งตามกันอยู่ในทางและเค้าไม่ได้เข้าจอด หมายความว่า เค้ายินดีให้เราแซงขึ้นไปได้ครับ และถ้าหากเป็นเลนสวนแสดงว่าข้างหน้าไม่มีรถสวนให้เราแซงได้โดยปลอดภัยครับ

*เปิดขวา อาจเปิดค้าง หรือเปิดเป็นจังหวะ
ถ้ารถวิ่งตามกันอยู่แสดงว่าเค้าไม่ให้เราแซงหรือ เค้าอาจกำลังจะแซงรถคันหน้า
หรือกำลังจะเลี้ยวขวาหรือถ้าเป็นเลนสวน เค้าบอกว่า กำลังมีรถสวนมาครับเพราะงั้น
หากเห็นเค้าเปิดไฟเลี้ยวขวาห้ามแซงออกไปเด็ดขาดครับ ให้รอจนกว่าเค้าจะแซงไป
หรือ จนกว่าเค้าจะเปิดไฟเลี้ยวซ้าย

** ในกรณีของการขับรถตามกันหากเราแซงขึ้นไปจนพ้นจะสังเกตได้ว่าเค้าจะทำสองอย่าง

อย่างแรกคือในจังหวะที่รถเรากำลังตีคู่กันเค้าจะเปิดไฟสูงให้เราเห็นทางข้างหน้า
และลดไฟลงต่ำเมื่อเราแซงพ้น หรือบางคันอาจปิดไฟหน้า หากเป็นตอนกลางคืน
นั่นหมายความว่า เราแซงพ้นแล้ว ให้เข้ามาในเลนได้ แต่ถ้าเป็นกลางวันเค้าจะกระพริบไฟ 1 ที
หรืออีกอย่าง เค้าอาจบีบแตรเบาๆเป็นสัญญาณให้ 1 ทีก็ได้ แต่หลักที่นิยมทำกัน คือเมื่อเค้าเปิด
ทาง และเราแซงขึ้นไป เมื่อเราแซงไปในระดับเดียวกับรถเค้า เราจะบีบแตรสั้นๆ 1 ครั้งเป็นการ
ขอบคุณและคุณมักจะได้ยินเค้าบีบตอบสั้นๆ 1 ครั้งเช่นกัน

แล้วถ้าขับสวนกันล่ะ ให้ดูหลายไฟหน่อย จะมีไฟหน้า ไฟเลี้ยวและไฟหัวเก๋ง

* ขับสวนแล้วดับไฟหน้าแล้วเปิด
ส่วนใหญ่จะมีด่านครับหรืออีกกรณีจะมีอุบัติเหตุร้ายแรงข้างหน้า ระวังไว้

* กระพริบไฟหน้า
อันนี้ส่วนใหญ่เป็นด่านแล้วต้องมองดูดีๆที่ไฟเลี้ยวด้วย กระพริบไฟหน้า
และเปิดไฟเลี้ยวข้างที่ชี้มาทางเรา ด่านจะอยู่ฝั่งเรา แต่ถ้าเปิดไฟเลี้ยวด้านฝั่งเค้า
แสดงว่ามีตำรวจอยู่ฝั่งนู้นครับ ตอนกลางคืนถ้าเป็นเลนสวนกันขับสวนมาดีๆแล้ว
กระพริบไฟหน้าครั้งเดียว บางทีอาจไม่มีอะไรครับ เป็นแค่การทักทาย หรือเป็นการ
เช็คว่าเราหลับในรึเปล่า หรือเป็นการถามว่าทางที่เราผ่านมามีอะไร (ตำรวจ) หรือไม่
ถ้าเราไม่หลับไม่เคลิ้ม และทางสะดวกให้กระพริบไฟตอบกลับไป 1 ที

* เลนสวนกัน และมีขบวนรถขับสวนขึ้นมา
ให้มองรถลำดับที่ 2 ในแถวไว้ให้ดี
ถ้าเรามาคันเดียวโดดๆ ยิ่งต้องระวังครับ หากรถคันที่ 2 หรือคันต่อๆไปในแถวที่สวนมา
กระพริบไฟหรืออาจจะเบ้หัวออกมานิดหนึ่ง และกระพริบไฟ นั่นแสดงว่ารถคันแรกในขบวน
ช้า เค้ากำลังจะแซงออกมาแล้วหากเห็นอย่างนั้น ให้มองให้ดี และเตรียมชะลอความเร็ว ส่วน
ใหญ่แล้วพอเค้ากระพริบไฟ เค้าก็จะหักหัวออกมาทันที เราทำได้อย่างเดียว คือค่อยๆชะลอ
ความเร็ว และเบี่ยงออกไหล่ทางไม่ต้องไปต่อกร หรือไปอวดดีเด็ดขาด

พวกนี้พอออกมาแล้วไม่กลับแน่นอน ยิ่งถ้าพอเค้าออกมาปุ๊บ ดับไฟปั๊บ ตัวใครตัวมันเลย
รับรองได้ว่าไม่หลบแน่นอน ทีนี้ถ้าคุณคิดว่ารถคุณแข็งกว่าเค้าแน่ๆ ก็ตามสบาย
จำไว้ครับรถใหญ่บนทางหลวงเค้าไม่ลงไหล่ทางแน่นอนครับเพราะว่ารถ มันหนัก
ถ้าลงไหล่ปุ๊บมันจะเอาไม่อยู่ และพลิกคว่ำทันที เพราะงั้นหลบได้ก็หลบเถิด และอีกอย่างหนึ่ง
รถใหญ่ หนัก เค้าจะไม่ค่อยเบรกกัน เมื่อเค้าได้รอบได้จังหวะ เค้าจะออกมาทันที เราต้อง
เป็นฝ่ายหลบ จริงอยู่มันอาจดูว่าเค้าผิด แต่หากว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว
ความผิดหรือถูกมันก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตหรอก

ที่มา: http://saranair.com
บันทึกการเข้า

It's not the size of your body but the size of heart
Eric... (เอ็ก)
Moderator
Ninja User Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19538


การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู


อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 07:20:08 AM »

การขับขี่ในช่วงการจราจรคับคั้ง

การขับขี่ในช่วงจราจรคับคั่งสามารถทำให้คุณถึงกับฝันร้ายนะครับ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เพิ่งออกถนน เป็นครั้งแรก ก็คงจะงงๆ กันบ้างเป็นธรรมดา ที่ร้ายไปกว่านั้นอาจจะเสี่ยงกับการชนหรือถูกชนได้ในช่วงเวลา ที่การจราจรเริ่มเบียดเสียดสุดๆ วันนี้เลยมี 12 วิธีการขับขี่ในสถานการณ์อันตึงเครียดบนถนนมาฝากกันครับ
          1. การมองกระจก เพื่อสังเกตรถคันหลัง
          การมองรถคันหลังผ่านทางกระจกรถ ก่อนที่คุณจะเคลื่อนตัวออก  โดยสังเกตว่าเขาต้องการจะหักหัวไป ทางซ้ายหรือขวาหรือไม่ ทั้งนี้ในบรรดาผู้ขับขี่โดยส่วนใหญ่ คงไม่มีใครที่จะเสียบเข้าซ้าย หรือขวาทั้นทีทั้งที่ไม่ ได้หักหัวรถ แบบนี้คงไม่ดีแน่ๆ เพราะการมองกระจกรถเสมอๆ เพื่อดูความเคลื่อนไหวของรถคันที่ตามหลังมา ถือเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์เลยทีเดียวหรือหากไม่แน่ใจพอก็สามารถหันศรีษะไปมอง ด้านหลังบ้างก็ได้นะครับ แต่อย่านานนัก!
          2. อย่าวางใจกระจกรถเสมอไป
          อย่างที่ว่าแหละครับมองกระจกอย่างเดียว บางทีก็อาจพลาดได้ การมองกระจกรถมอเตอร์ไซค์ขณะขับขี่ ถือเป็นความปลอดภัยขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่เสมอไปนะครับ เว้นแต่ว่าคุณได้ปรับตำแหน่งของกระจก ไว้อย่างดีแล้ว ในช่วงจราจรติดขัดบางครั้งคุณก็ต้องคอยระมัดระวังรถคันอื่นที่ไม่สามารถขยับได้ บางครั้งก็มี พลาดบ้างอย่างกระจกรถไปกระทบกระทั่งกับรถคันอื่นจนมันขยับเปลี่ยนทิศทาง เจอแบบนี้ต้องรีบปรับกระจก เสียใหม่ แล้วพยายามชำเลืองดูอย่างรวดเร็วนะครับว่ามันอยู่ในทิศทางเดิมหรือไม่
          3. การออกจากซอย หรือลงจากทางลาด
          อุบัติเหตุส่วนใหญ่ที่เจอบ่อย ๆ  สาเหตุก็เกิดมาจากการขับรถออกจากซอย  หรือลงจากทางลาดโดยไม่ ระวังรถซ้าย-ขวา อันนี้ต้องจำกฎไว้ในใจเสมอเลยครับว่า อย่าเพิ่งออก อย่าเพิ่งออก ถ้าไม่แน่ใจพอก็อย่าเพิ่ง ออกรถครับ ถึงแม้จะรีบหรือมีธุรสำคัญมากแค่ไหน ก็ใจเย็นๆ ครับเพราะรถคันอื่นที่มาทางตรงเขาไม่ทราบ หรอกครับว่าคุณจะจำเป็นต้องไปไหนหนักหนา
          4. พร้อมที่จะใช้เบรคอยู่เสมอ
          ข้อควรระมัดดระวังอีกอย่างและสำคัญมากๆ ในช่วงจราจรคับคั่งนั่นคือ การใช้เบรคมือและเบรคเท้า ก็คือ ผู้ขับขี่ต้องพร้อมที่จะใช้เบรคอยู่เสมอ ความพร้อมในที่นี้หมายถึงมือที่ใช้กำเบรกก็ต้องวางอยู่บนเบรก อยู่ตลอดเวลา และเท้าขวาที่ใช้เหยียบเบรกก็ต้องวางอยู่บนเบรคอยู่เสมอเช่นกัน ทั้งนี้หากเกิดเหตุการไม่ คาดฝันมันก็จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้เบรคได้อย่างทันท่วงทีครับ
          5. การให้สัญญาณ
          การให้สัญญาณในระยะทางไกล  กับรถคันอื่นหรือคนข้ามถนนคุณต้องแน่ใจด้วยว่า  พวกเขามองเห็น คุณโดยเฉพาะช่วงเวลากลางวัน  ทั้งนี้ตามกฎจราจรแล้วรถมอเตอร์ไซค์ก็ควรจะเปิดไฟหน้าไว้ตลอดขณะขับ ขี่ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน และด้วยมารยาทแล้ว ก็ควรจะใช้ไฟต่ำขณะที่ขับสวนทางกับคันอื่นด้วยนะ ครับ นอกจากนั้นแล้วการสวมเสื้อผ้า-แจ็คเก็ตหรือหมวกกันน็อค ที่มีสีสันดูสดุดตา ก็ถือเป็นสัญญาณอย่างหนึ่ง ให้รถคันอื่นสามารถมองเห็นคุณได้แม้อยู่ในระยะทางไกลออกไป
          6. การใช้เกียร์ต่ำในขณะขับขี่
          การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ในช่วงการจราจรติดขัดก็ควรจะใช้เกียร์ต่ำเพื่อพร้อมที่จะออกตัวอยู่เสมอโดย เฉพาะในขณะที่รถติดไฟแดงอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกในการออกตัวและไม่ทำให้รถคันหลังรำคาญคุณได้
          7. ระวังรถคันหน้าเลี้ยวกระทันหัน
          กรณีนี้ก็มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อย สำหรับผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์  เพราะบางครั้งที่คุณกำลังขับตามรถคันหน้า อยู่เรื่อยๆ แต่แล้วจู่ๆ รถคันดังกล่าวก็เลี้ยวซ้าย-ขวาทันทีทันใด โดยไม่ได้ให้สัญญาณใดๆ อันนี้ต้องเอากฎข้อ 4 มาใช้เลยครับ นั่นคือต้องพร้อมก็จะใช้เบรคอยู่ตลอดเวลา และขณะที่หยุดรถแล้วต้องการที่จะหลบไปทางอื่น ก็ต้องอย่าลืมมทองกระจกรถ เช็คคลัทช์ และเกียร์ให้เตรียมพร้อมที่จะออกตัวด้วยนะครับ
         8. ระวังรถยนต์ที่แซงขึ้นขวา แล้วเลี้ยวซ้ายกระทันหัน
          กรณีนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยเช่นกันสำหรับคนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์และก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยเช่นกันก็คือว่าขณะ ที่คุณกำลังขับรถอยู่จู่ๆ ก็มีรถยนต์ขึ้นแซงมาทางขวาแล้วก็ตัดผ่านหน้ารถคุณ เพื่อที่จะเลี้ยวซ้าย ในระยะกระ ชั้นชิด โดยไม่ให้สัญญาณไฟใดๆ ทั้งสิ้น แบบนี้หากเกิดอุบัติเหตุอย่าลืมเรียกค่าเสียหายทันที เพราะคันที่แซง ถือว่าผิดเต็มๆ นะครับ กรณีเช่นนี้คุณสามารถป้องกันได้โดยในขณะที่โดนแซง และเราวิ่งตามอยู่ในระยะนึง ก็พยายามสังเกตล้อรถคันหน้าหรือสังเกตการจับพวงมาลัยของคนขับครับว่าเขามีการเปลี่ยนแปลงทิศทางบ้าง หรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ
          9. หัดสังเกตสิ่งแปลกปลอมจนท้องถนน
          ข้อควรระมัดระวังอีกอย่างหนึ่งในขณะขับขี่นั่นคือ การพยายามสัเกตบนพื้นถนนบ้างว่ามีสิ่งแปลกปลอม อาทิเช่น เศษยางมะตอย, น้ำมันที่ทะลัก, เศษขวดแก้ว, กรวดทราย, ขยะต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้เพื้อป้องกันการ เกิดอุบัติเหตุได้ครับ
         10. การขับขี้ในช่องทางเปิด
          การขับขี่ในช่วงที่รถบนถนนเริ่มโล่ง รถคันอื่นๆ ก็เริ่มที่จะหาช่องวางเพื่อที่จะเร่งความเร็ว ในช่วงนี้ คุณก็สามารถขับตามเขาไปก่อนได้เลย ก่อนที่จะหาช่องว่างให้กับตัวเองบ้าง เพื่อห่างๆ รถยนต์เข้าไว้ 
          11. การใช้สัญญาณมือ
           การให้สัญญาณมือในช่วงที่การจราจรกำลังคับคั่งอยู่  บางครั้งรถคันอื่นๆ  อาจจะไม่ทันสังเกตสัญญาณ ไฟที่คุณให้ในขณะที่ต้องการจะเลี้ยวการให้สัญญาณมือก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยลดอบัติเหตุในการขับขี่ได้
          12. การขับแซง
           ในช่วงจราจรคับคั่งการขับแซงค่อนข้างทำได้ลำบาก  เพราะฉะนั้นผู้ขับขี่ก็ต้องระมัดระวังมากเช่นกัน ถ้าไม่แน่ใจ ก็อย่าเพิ่งแซง หรือก่อนจะแซงก็ควรให้สัญญาณก่อน ตลอดจนดูให้แน่ใจก่อนแซง การตัดสินใจ ก็ควรจะเด็ดขาด ไม่ควรลังเลมากจนเกินไปนะครับ...

         Fcci Recing

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2008, 09:42:03 PM โดย eric » บันทึกการเข้า

It's not the size of your body but the size of heart
Eric... (เอ็ก)
Moderator
Ninja User Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19538


การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู


อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 07:24:11 AM »

การขับขี่อย่างถูกต้อง

ก่อนที่จะออกรถหรือขับขี่กันจริงๆต้องพูดถึง “ท่าทางการขับขี่” ที่ถูกต้องกันก่อน เพราะมันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายและปลอดภัยขึ้นในทุกๆสภาวะ โดยจะมีที่สังเกตอยู่ 7 จุดด้วยกันคือ
“ สายตา ” จะต้องมองไปข้างหน้าและกวาดสายตาไปเป็นมุมกว้างที่สุด สังเกตความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่ามองเพียงจุดใดจุดหนึ่ง
“ ไหล่ ” ไม่เกร็งเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดี ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ
“ แขน ” ปล่อยตามธรรมชาติไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ข้อศอกไม่กาง
“ มือ ” จับตรงบริเวณกึ่งกลางปลอกแฮนด์ ข้อมืออยู่ในแนวเดียวกับแขน อย่าจับในลักษณะหักข้อมือ
“ สะโพก ” นั่งให้ได้ตำแหน่งพอดีกับการควบคุม ไม่เกร็ง ปล่อยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ
“ เข่า ” หันไปทางด้านหน้ารถ ไม่กางออก หนีบถังน้ำมันให้กระชับเพื่อความมั่นคง
“ เท้า ” วางบนพักเท้าอย่างมั่นคงปลายเท้าชี้ไปข้างหน้าและวางอยู่บนคันเกียร์และแป้นเบรค

สำหรับท่าทางการขับขี่แบบชูคอ มือตั้ง หลังตรง เข่ากาง เท้าชี้พื้น ไม่อยู่ในสาระบบของการขับขี่แบบนักเลงมอเตอร์ไซค์ ส่วนการออกรถมือใหม่ที่ไม่เคยขี่รถคลัทช์มือมาก่อนมักจะ “ตั้งใจ” ในการใช้คลัทช์มากเกินไปจนทำให้เป็นปัญหา เทคนิคการใช้คลัทช์ออกตัวนั้นจะง่ายมากถ้าทำเป็นไม่สนใจมัน ค่อยๆปล่อยออกไปในลักษณะเหมือนให้สปริงคลัทช์ดันออกไปเอง เพียงแต่ใช้นิ้วช่วย “หน่วงเวลา” ไม่ให้สปริงมัน “ดีด” ออกไป พร้อมๆกับการเร่งเครื่องในจังหวะและปริมาณที่เท่าๆกันออกไป ยิ่งรถสมัยใหม่และออกแบบมาในคอนเช็พท์ให้ขี่ง่ายอย่าง NSR การปล่อยคลัทช์ออกตัวเป็นเรื่องง่าย อาจจะต้องสร้างความคุ้นเคยกับจังหวะเปิดของ RC วาล์วซึ่งจะทำให้เครื่องชะงักเหมือนจะดับไปเล็กน้อย (แต่จริงๆแล้วมันไม่ดับหรอก) สำคัญอยู่แต่เพียงเราต้องเตรียมพร้อมจะไปกับรถด้วยท่าการขับขี่ที่ถูกต้องในทันทีเท่านั้น ไม่ใช่ออกตัวด้วยความตกใจหรือให้รถพาไปตามบุญตามกรรม

เมื่อวิ่งได้ก็ต้องหยุดได้ “การใช้เบรก” เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเบรกมันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่าจะใช้อย่างไรให้มันปลอดภัยและถูกวิธี จะว่าไปในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์นั้น เราจะใช้เบรกเมื่อต้องการลดความเร็วหรือหยุดรถ อาจจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเราเบรกก็เพราะว่ามีสิ่งที่เป็น “อันตราย” หรือสิ่งที่คาดว่าจะเป็นอันตรายอยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังมีให้พบเห็นกันอยู่บ่อยๆว่า การเบรกของผู้ขับขี่บางคนกับสร้าง “อันตราย” ขึ้นมาเสียเอง ทั้งนี้เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนความชำนาญในการใช้เบรกอย่างถูกวิธีมาตั้งแต่แรก บางคนได้รับการสอนมาตั้งแต่ตอนหัดขี่รถใหม่ๆว่า “อย่าใช้เบรกหน้า” เนื่องจากมองว่าเบรกหน้านั้นเป็นของอันตราย แต่โดยแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเบรคหน้าหรือเบรคหลังก็เป็นอันตรายได้ทั้งสิ้นถ้าหากเราใช้ไม่ถูกต้อง สำหรับรถมอเตอร์ไซค์นั้นเราเคยบอกเอาไว้แล้วว่ามีเบรกอยู่ด้วยกัน 3 แบบคือ

1. เบรกหน้า เบรกหน้าเป็นเบรกที่ให้ประสิทธิภาพในการหยุดมากที่สุด ให้ระยะเบรกสั้น

ที่สุด นั่นหมายความว่าถ้าหากใช้อย่างถูกวิธีแล้วจะได้รับความปลอดภัยมากกว่า

2. เบรกหลัง เป็นเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดต่ำ ดังจะเห็นได้จากการทดลองซึ่งให้

ระยะเบรกไกลที่สุด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการลื่นไถลของล้อหลังอีกด้วย กว่า 80% ของการใช้เบรกหลังอย่างเดียว มักจะทำให้เกิดล้อหลังล็อคและเกิดการลื่นไถลจนเป็นอันตราย

3. เบรกเครื่องยนต์ การเบรกด้วยเครื่องยนต์จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก

และเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการเบรก

แล้วทำอย่างไรล่ะเราถึงสามารถใช้เบรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ

การใช้เบรกทั้ง 3 อย่างถูกต้องในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควรสำหรับผู้ที่เข้าใจผิดมาตลอดหรือไม่คุ้นเคยจริงๆ โดยเฉพาะเบรคหลังซึ่งทำงานด้วยเท้านั้นจะมีความประณีตน้อยกว่าเบรคหน้าซึ่งทำงานด้วยมือ การเกิดล้อหลังล็อคจึงมีอยู่บ่อยๆถึงแม้ว่าจะใช้เบรคหน้าและเบรคหลังพร้อมกันก็ตาม ในเรื่องนี้ก็คงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการฝึกด้วยตนเองจนสามารถจับความรู้สึกของล้อและน้ำหนักในการเบรคทั้งหน้าหลัง ที่เขาเรียกกันว่า “ฟิลลิ่งเบรก” ได้ โดยปกติเราจะใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลังคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 60/40 (เบรกหน้า 60% เบรกหลัง 40%) ลักษณะการใช้เบรคที่ถูกต้องคือค่อยๆเพิ่มน้ำหนักในการเบรคขึ้นไปทีละนิดๆจนรถหยุดอย่าใช้เบรคในลักษณะ “กระตุก” ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คืออย่ารีบกำคลัทช์ บางคนยกคันเร่งปุ๊บก็บีบคลัทช์ปั๊บซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เราจะใช้คลัทช์ก็เมื่อรถใกล้จะหยุดเท่านั้นเป็นการช่วยเบรคด้วยเครื่องยนต์ไปในตัว ในขั้นแรกนี้เรายังไม่ต้องไปยุ่งกับเกียร์ว่ามาเกียร์ไหน เบรกด้วยเกียร์นั้นจนรถหยุดแล้วค่อยว่ากันต่อ เมื่อชำนาญการใช้เบรกหน้า/หลังแล้วจึงเพิ่มการ “เชนจ์เกียร์” หรือลดเกียร์ลงตามลำดับความเร็วจนรถหยุดเป็นการใช้เบรกครบทั้ง 3 แบบตามตำรา

สรุปขั้นตอนการใช้เบรกมีดังนี้

1.เมื่อถึงจุดเบรคก็ให้ยกคันเร่งแล้วเริ่มเบรคโดยใช้เบรคหน้ามากกว่าเบรคหลังในอัตราส่วน 60/40 (ห้ามบีบคลัทช์ปล่อยไหล ยกคันเร่งเมื่อไหร่ก็เบรกเมื่อนั้น)

2. บีบคลัทช์ ลดเกียร์ ปล่อยคลัทช์ (ลดทีละเกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็ว)

3. เมื่อรถใกล้หยุดจึงค่อยบีบคลัทช์เพื่อกันเครื่องดับแล้วเอาเท้าซ้ายลงยันพื้น

อุปสรรคสำคัญของเบรคอย่างถูกต้องที่พบบ่อยที่สุดคือเบรคหลังมากจนล้อล็อคลื่นไถล สาเหตุมักจะมาจากใช้เบรกหลังมากเกินไปหรือใช้เบรกไม่นิ่มนวลพอ (ประเภทเท้าหนัก) คือเป็นไปในลักษณะ “กระทืบ” หรือ “กด” ไม่ใช่ “แตะ” นอกจากนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่าบีบคลัทช์เร็วเกินไปจนล้อหลังไม่มีแรงเฉื่อยก็จะทำให้ล้อล็อคได้ง่าย เหมือนกับเวลาเราขึ้นขาตั้งคู่หมุนล้อแล้วเบรก ล้อก็จะหยุดทันที กับถ้าเราเข็นรถกับพื้นแล้วเบรกด้วยน้ำหนักพอๆกัน ล้อจะหยุดยากกว่า วิธีการแก้ไขก็คือ “บรรจง” ในการใช้เบรกมากขึ้นคือ ค่อยๆเพิ่มน้ำหนักในการเบรก (ทั้งหน้า/หลัง) โดยพยายามจับอาการที่ล้อว่าความเร็วขนาดนี้ เราใช้น้ำหนักเบรกแค่นี้ มันจะมากไปหรือน้อยไป

สิ่งสำคัญของการควบคุมรถที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ เทคนิคการใช้คันเร่งซึ่งสามารถใช้ให้เราบังคับรถได้ง่ายขึ้นหลายคนคิดว่าบทบาทของคันเร่งมีเพียงใช้สำหรับเร่งเครื่องให้รถเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วหรือลดความเร็วเท่านั้น แต่ผู้ที่มีประสบการณ์หรือมีชั่วโมงบินสูงหน่อย คงจะพอสังเกตได้ว่า การใช้คันเร่งนั้นช่วยใช้ในการบังคับควบคุมรถง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้นโดยไม่รู้ตัว มันเป็นเรื่องค่อนข้างยากพอสมควรที่จะอธิบายถึงการใช้คันเร่งให้ถูกวิธี นอกเสียจากว่าจะลองลงมือฝึกฝนด้วยความสังเกตสังกาและเรียนรู้ด้วยตัวเองเราสามารถบอกถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้คันเร่งได้ แต่เราบอกไม่ได้ว่าเราควรจะใช้คันเร่งอย่างไรสำหรับช่วยควบคุมรถให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ เพราะมันมีตัวแปรหลายอย่างเข้ามาร่วม เป็นต้นว่า ความเร็วของรถ สภาพทางวิ่ง ทิศทางของรถ หรือแม้กระทั่งน้ำหนักและกำลังของรถก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ประสบการณ์จากการฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตนเองจะเป็นพื้นฐานที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ได้

ทำไมคันเร่งจึงช่วยในการควบคุมรถได้?เป็นคำถามที่ผมเดาเอาว่าน่าจะอยู่ในใจของหลายๆคน ทั้งๆที่รู้กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าเมื่อพูดถึง “การบังคับควบคุม” แล้ว เรามักจะมองไปถึงระบบบังคับเลี้ยวหรือแฮนเดิ้ลบาร์ซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการบังคับควมคุมนั้นหมายรวมถึงหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่และหยุดรถ ทั้งแฮนด์ คันเร่ง เบรก คลัทช์ ไปจนถึงเกียร์ ทั้งหมดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับควบคุมทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น ขณะที่เราพารถเข้าโค้งด้วยความเร็วระดับหนึ่งจู่ๆ “เกียร์หลุด” ตกมาอยู่เกียร์ว่างซะเฉยๆ ร้อยทั้งร้อยถ้าเป็นจังหวะที่จะต้องเปิดคันเร่งแล้วต้องมีการเสียจังหวะแน่นอน เพราะเกิดความไม่สัมพันธ์กันระหว่างความเร็ว คันเร่งและเกียร์

เราจะยกตัวอย่างอีกหนึ่งเหตุการณ์ซึ่งพบบ่อยที่สุดก็คือการ บีบคลัทช์เข้าโค้ง ในจังหวะที่ยกคันเร่งเพื่อเข้าโค้งนั้น มักจะตามมาด้วยการบีบคลัทช์แล้วปล่อยไหลเข้าโค้ง จะปล่อยคลัทช์อีกทีก็ตอนที่ต้องการจะเร่งออกจากโค้งซึ่งในจังหวะนี้จะมีอาการ “กระตุก” หรือ “สะดุ้ง” เนื่องจากความไม่สัมพันธ์กันระหว่างรอบหมุนของเครื่องกับรอบหมุนของล้อหลัง อาการกระตุกหรือสะดุ้งนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต่างกันของรอบเครื่องและรอบล้อ ยิ่งรอบต่างกันมากอาการก็ยิ่งมาก อย่างเช่นโค้งเดียวกันความเร็วเท่ากันเข้าด้วยวิธีบีบคลัทช์ปล่อยไหลเหมือนกัน แต่ครั้งหนึ่งเข้าด้วยเกียร์ 2 กับอีกครั้งเข้าด้วยเกียร์ 3 ครั้งที่เข้าด้วยเกียร์ 2 จะมีอาการมากกว่า เนื่องจากรอบเครื่องหมุนเร็วกว่าความเร็วรอบของล้อมากกว่าเกียร์ 3

พูดถึงการเข้าโค้งซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆของการขับขี่ที่เชื่อได้เลยว่า ผู้ขับขี่ทุกคนจะต้องพบเจอเสมอในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้าจะให้ลำดับเหตุการณ์กันให้ดีๆอย่างช้าๆ จะพบว่า การเข้าโค้งแต่ละครั้งมีลำดับขั้นตอนที่ค่อนข้างมากแต่กลับใช้เวลาในการปฏิบัติเพียงน้อยนิด บางครั้งใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น (เช่นเดียวกับอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วเวลาพริบตาเดียวเช่นกัน) ในรถยนต์การเข้าโค้งแต่ละครั้งผู้ขับขี่จะต้องเจอกับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง ซึ่งจะทำให้ตัวผู้ขับขี่ถูกเหวี่ยงออกด้านนอกโค้ง เป็นต้นว่าในขณะที่เราเข้าโค้งด้านซ้ายนั้น ตัวผู้ขับขี่จะถูกเหวี่ยงออกไปทางด้านขวา ยิ่งการเข้าโค้งมีความเร็วหรือความรุนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดแรงเหวี่ยงที่จะทำให้เหวี่ยงออกแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากรถยนต์ไม่สามารถเอียงรถเพื่อช่วงถ่วงแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางได้เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์ และการที่สามารถถ่วงแรงหนีศูนย์กลางได้ของรถมอเตอร์ไซค์นี่เองที่ทำให้เกิดเทคนิคการเข้าโค้งเพื่อรักษาสมดุลและเพื่อความปลอดภัยในการเข้าโค้ง แต่ก่อนที่จะพูดถึงเทคนิคการเข้าโค้งนั้น เราจะพูดถึงลักษณะและท่าทางในการเข้าโค้งกันก่อน เนื่องจากท่าทางการขับขี่ขณะเข้าโค้งนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่ละแบบให้ความปลอดภัยและมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน โดยจะแบ่งตามลักษณะท่านั่งของผู้ขับขี่ที่เป็นส่วนสำคัญในการบังคับควมคุมรถแบ่งออกเป็น 4 แบบคือ

1. แบบ Lean-out การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านนอกโค้ง โดย
ตัวรถจะเอียงเข้าไปด้านในโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะเหมาะสำหรับสภาพผิวทางโค้งที่ลื่นไถลได้ง่าย การเข้าโค้งในลักษณะ Lean-out จึงพบมากในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก เนื่องจากสามารถควบคุมรถแม้เมื่อเกิดการลื่นไถลได้ดี

2. แบบ Lean-with การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ กล่าวคือทั้งรถและผู้ขับขี่จะเอียงไปเท่าๆกัน ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานปกติเพราะผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้ง่าย มือและเท้ายังคงทำงานได้อย่างสะดวก เป็นท่าทางการเข้าโค้งแบบมาตรฐานของการขับขี่แบบปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

3. แบบ Lean-in การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักไปทางด้านในโค้งโดยเอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย เหมาะสำหรับการเข้าโค้งที่ต้องการความเร็วและมั่นใจในการยึดเกาะของรถได้ การเข้าโค้งแบบนี้จะให้ความคล่องตัวในการบังคับควบคุมน้อยกว่าแบบ Lean-with

4. แบบ Hang-on การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะถ่วงน้ำหนักตัวไปด้านในโค้งมากจนอยู่ในลักษณะโหนรถ เพื่อเอาชนะแรงเหวี่ยงมากๆจากการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งแบบนี้ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมรถได้ยากไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานปกติส่วนมากแล้วจะใช้เฉพาะในสนามแข่งทางเรียบเท่านั้น

จากท่าทางการเข้าโค้ง 4 แบบที่กล่าวมา เราจะพบว่าการขับขี่เข้าโค้งแบบ Lean-with เป็นท่าที่เหมาะสมและให้ความปลอดภัยมากที่สุด ตลอดจนเป็นท่าทางที่ต่อเนื่องมาจากท่าทางการขับขี่ปกติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าก่อนหรือในขณะเข้าโค้ง กล่าวคือ เท้าทั้งสองอยู่บนพักเท้า หัวเข่าแนบกระชับถังน้ำมัน แต่ที่แตกต่างออกไปก็คือจากที่รถอยู่ในลักษณะตั้งตรงมาอยู่ในลักษณะเอียงและที่สำคัญก็คือไม่ว่าจะเอียงมากน้อยแค่ไหน ศีรษะจะต้องตั้งตรงเท่านั้น การที่ศีรษะตั้งตรงนี้ทำให้เราสามารถอ่านเหตุการณ์ข้างหน้าและรักษาสมดุลของร่างกายกับตัวรถได้

ในการเข้าโค้งแต่ละโค้งนั้นเทคนิคสำคัญก็คือ “ไลน์” หรือทางวิ่งที่เหมาะสมเพื่อให้รัศมีของการเข้าโค้งกว้างขึ้น จึงต้องมีการกำหนด “ไลน์” ของโค้งก่อนเสมอ ซึ่งวิธีกำหนดไลน์ที่นิยมและได้ผลดีที่สุดก็คือ ไลน์out-in-out กล่าวคือสมมติเราเข้าโค้งด้านซ้ายเราจะชิดขวาก่อนเข้าโค้งค่อยๆเอียงรถเข้าด้านในโค้ง และเร่งออกจากโค้งช้าๆ ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความเร็วที่เหมาะสมตลอดจนสังเกตความกว้าง , แคบของโค้งจึงจะสามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่นสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ว่าจะมีความชำนาญมากแต่ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไปก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย

การเข้าโค้งอย่างปลอดภัย มีองค์ประกอบหลักสำคัญอยู่ 3 ประการคือ ความเร็ว , การเตรียมตัวก่อนเข้าโค้ง (เบาเครื่อง , เบรก , เปลี่ยนเกียร์ และการใช้สายตา) ประการสุดท้ายก็คือ การเร่งเครื่องออกจากโค้ง ซึ่งสรุปเทคนิคการเข้าโค้งโดยย่อได้เป็นขั้นตอนดังนี้

1.ลดความเร็วให้เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในทางตรงก่อนเข้าโค้ง ถ้าเป็นโค้งที่ไม่เคยผ่านมาก่อนต้องลดความเร็วมากเพื่อความปลอดภัย (ยิ่งเร็วก็ต้องยิ่งเอียงรถมากด้วย)

2.ใช้สายตามองเข้าไปในโค้งเพื่อดูสภาพผิวทางให้แน่ใจก่อนที่จะเอียงรถเข้าไป

3.เมื่อเอียงรถเข้าไปแล้วพยายามรักษาลักษณะท่านั่งและความสมดุลของแรงเหวี่ยงเอาไว้ และใช้คันเร่งช่วยเบาๆเมื่อทำท่าจะเสียสมดุลพับลงในโค้ง (แสดงว่าใช้ความเร็วน้อยไป) สายตามองไกลออกจากโค้งอย่าก้มหน้ามองอยู่ในโค้งหรือหน้ารถ อย่าเกร็งหรือปล่อยตัวตามสบายจนเกินไปเพราะจะทำให้การบังคับควบคุมไม่ดีพอ อาจจะแหกโค้ง หรือเสียการทรงตัวอยู่ในโค้ง

4.เมื่อกำลังจะผ่านโค้งหรือมองเห็นทางข้างหน้าแล้วจึงค่อยๆเร่งเครื่องเพื่อเพิ่มความเร็วและเพื่อให้ตัวรถตั้งตรงขึ้น หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์รวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย และรักษาขอบเขตของความปลอดภัยในขณะเข้าโค้งอย่างสม่ำเสมอ (รู้ขีดความสามารถของตัวเองและรถ) ที่สำคัญห้ามบีบคลัทช์ขณะเข้าโค้งโดยเด็ดขาด

เทคนิคอีกอย่างในการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัยคือการคาดคะเนระยะทางการใช้ความเร็ว และการตัดสินใจ ซึ่งทั้งสามอย่างสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันโดยตลอด สำหรับการขับขี่ทุกครั้ง ผู้ขับขี่จะต้องมีสัญชาตญาณที่จะพิจารณาระยะทางสภาพทางสภาพการจราจรของยานพาหนะคันอื่น หรือสิ่งต่างๆรอบตัวไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังว่าอยู่ห่างเพียงใด มีการเคลื่อนที่อย่างไร จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราหรือไม่ รวมไปถึงการเดาใจผู้ขับขี่ร่วมถนนในเบื้องต้นว่าควรจะหลบหลีกอย่างไร ผู้ขับขี่บางคนสังเกตแม้แต่ทิศทางของล้อรถคันอื่น เพื่อคำนวณการเคลื่อนที่สำหรับหลบหลีกก็มี คติเตือนใจเบื้องต้นก็คือ “ขับอย่างปลอดภัยไว้ก่อน” (Safety First) การพิจารณาหรือสังเกตเหตุการณ์ล่วงหน้านี้จะทำให้ตนเองมีเวลาตัดสินใจมากขึ้น สามารถตอบสนองการสัญจรได้อย่างถูกต้องและสามารถเผื่อเวลาไว้สำหรับแก้ไขสถานการณ์ เมื่อการคาดคะเนนั้นผิดพลาดซึ่งอาจจะเกิดจากความมักง่ายในการใช้รถใช้ถนนคนอื่นด้วย

การคาดคะเนระยะทาง ความเร็ว และทิศทางผิดพลาด สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายจากหลายสาเหตุต่างกันไป เป็นต้นว่าการขับขี่ในเวลากลางคืน ความมืดจะทำให้เราคาดคะเนความเร็วของรถคันอื่นได้ยากและมักจะเห็นว่ารถคันอื่นวิ่งช้า ทั้งที่ความเร็วเท่าๆกันนี้เมื่ออยู่ในเวลากลางวันจะพบว่าเป็นความเร็วสูงสาเหตุก็เนื่องมาจากความมืดของสภาพแวดล้อมทำให้ยากกับการเปรียบเทียบ ในเวลากลางวันเราจะมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบซึ่งไม่ได้เคลื่ยนที่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรถซึ่งเคลื่อนที่แล้วจะทำให้เรารู้สึกถึงความเร็วหรืออีกในกรณีหนึ่งก็คือการวิ่งในถนนที่แคบหรือมีความหลากหลายของสิ่งแวดล้อมสองข้างทางมาก เช่นมีตึก มีบ้าน มีชุมชน เราก็จะรู้สึกว่ารถวิ่งเร็วในขณะที่ความเร็วเท่ากันนี้ขับขี่อยู่บนถนนกว้างสองข้างทางโล่งๆจะทำให้รู้สึกว่าเราวิ่งช้า

ขนาดของพาหนะก็มีผลกับการคาดคะเนระยะทางด้วยเหมือนกัน ตามปกติแล้วเราจะมองเห็นรถใหญ่ว่าอยู่ใกล้ รถเล็กจะอยู่ไกล ซึ่งอาจจะทำให้การกำหนดระยะเบรกผิดพลาดและเกิดอันตรายได้ เมื่อพูดถึงระยะเบรกก็ทำให้นึกถึงในกรณีที่มีคนซ้อนขึ้นมาได้ การขับขี่ในสภาพผิวทางไม่ดี การเบรกอย่างกระทันหัน การวิ่งเข้าโค้ง หากมีคนซ้อนท้ายไปด้วยจะเป็นการเพิ่มอันตรายมากกว่าการขี่คนเดียว เพราะคนซ้อนจะทำให้เกิดแรงหนีศูนย์กลางและแรงเฉื่อยมากขึ้นรวมไปถึงจุดศูนย์ถ่วงก็เปลี่ยนไป การรักษาสมดุลจะทำได้ยากมากขึ้น ยิ่งถ้าคนซ้อนเป็นผู้ที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ไม่เป็นก็มักจะเกิดอาการ “เกร็ง” ถ้าเป็นอย่างนี้ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ รวมไปถึงพยายามไม่สร้างความตกใจให้กับคนซ้อน เป็นต้นว่าการเข้าโค้งแรงๆ ใช้ความเร็วสูง หรือเบรกกระทันหัน รถจะเสียการทรงตัวได้ง่าย การคาดคะเนความเร็ว ระยะทางและทิศทางจะต้องคำนึงถึงคนซ้อนด้วนเสมอ

เมื่อเราขับขี่รถด้วยความเร็วสูงต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจะเกิดความรุ้สึกว่าตัวเองขับช้า เมื่อมีเหตุการณ์กระทันหันอาจจะทำให้ไม่สามารถควบคุมรถได้ คำแนะนำที่ดีก็คือ หมั่นมองดูมาตรวัดความเร็วและสิ่งใกล้ตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะบนทางหลวง นอกเขตชุมชน ซึ่งส่วนมากแล้วจะเป็นทางตรงๆยาวๆ สามารถใช้สายตามองไปข้างหน้าไกลมาก ทำให้รู้สึกว่าความเร็วที่เราวิ่งเข้าไปหานั้นช้าเหลือเกิน นักแข่งในสนามมักใช้ประโยชน์จากการมองไกลนี้ขจัดความกลัวเมื่อต้องใช้ความเร็วสูงมากๆ เพราะจะทำให้รู้สึกว่ารถวิ่งช้าลง และมีเวลาตัดสินใจได้มากขึ้นนั่นเอง

สุดท้ายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขับขี่ก็คือ การขับขี่ในสภาวะไม่ปกติของสภาพแวดล้อม เป็นต้นว่าการขับขี่ในขณะที่ฝนตก นอกจากทัศนวิสัยไม่ดีแล้ว เม็ดฝนยังจะเข้าตาผู้ขับขี่ได้ง่ายทำให้ต้องก้มหน้าและเสียสมาธิ จึงควรเลือกใช้หมวกกันน็อคแบบมีบังลมหน้าเป็นหลักเบื้องต้นถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทิ้งระยะห่างรอบข้างให้มากกว่าปกติและขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาเลี้ยวโค้งเนื่องจากถนนลื่น นอกจากนี้ลมก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการขับขี่เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางออกอุโมงค์ หุบเขา ช่องตึกสูง สะพานสูง ลมจะแรงกว่าปกติ และยังมีฝุ่นผงปลิวเข้าตาได้ง่าย ควรปฏิบัติเช่นเดียวกับการขับขี่ขณะฝนตก


แหล่งที่มาของบทความ : http://www.fcciracing.com/tipsModifield/ride_safety1.html
 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2008, 09:43:42 PM โดย eric » บันทึกการเข้า

It's not the size of your body but the size of heart
Eric... (เอ็ก)
Moderator
Ninja User Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 19538


การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู


อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 07:28:23 AM »

การใช้คันเร่ง

..........พูดถึงการใช้คันเร่งแล้วลองหลับตานึกภาพ อืม... มันก็ไม่มีน่าจะมีอะไรยากนี่ ก็แค่บิดแล้วรถก็วิ่ง... ถ้าคุณคิดแบบนั้น ผมค่อนข้างมั่นใจว่าภาพในจินตนาการของคุณคือ ขี่รถบนนทางตรงถนนโล่งๆ ใช่มั๊ยครับ จริงครับ!! ถ้าขี่ทางตรงการใช้คันเร่งจะเป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่เมื่อต้องเลี้ยวหรือวิ่งบนทางโค้งนี่สิที่เป็นปัญหา ผมเชื่อว่าในบรรดาผู้ที่เลี้ยวไม่คล่อง, เข้าโค้งไม่ได้, เข้าโค้งไม่เนียน, แหกโค้ง-บานโค้ง และอีกสารพัดปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยว สาเหตุหลักอย่างหนึ่งคือการใช้คันเร่งไม่ถูกต้องซึ่งจะกระทบต่อความเร็วในโค้งและเส้นทางการวิ่งในโค้ง (ไลน์) ของคุณ..........บทนี้เราจึงจะพูดกันในเรื่องของความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้คันเร่งเพื่อเลี้ยวหรือขี่ในโค้งกัน

..........ผมขอแบ่งการใช้คันเร่ง (ในโค้ง) เป็น 3 หัวข้อ

1. ปิดคันเร่ง
• คือการคืน/ปล่อยคันเร่งที่บิดอยู่ ”ทั้งหมด” จนคันเร่งกลับไปที่จุดเริ่มต้น
• หากเราปิดคันเร่งขณะที่รถเอียง เมื่อความเร็วค่อยๆ ลดลง จะมีผลให้รถเลี้ยวเป็นวงแคบลงเรื่อยๆ (เหมือนเวลากลิ้งเหรียญบาท มันจะวิ่งเป็นวงแคบลงเรื่อยๆ แล้วก็ล้มพับลงในที่สุด) นั่นแสดงให้เห็นว่าความเร็วที่ลดลงมีผลทำให้รถวิ่งเป็นวงที่แคบลง หรือถ้าคิดอีกมุมหนึ่งอาจบอกได้ว่าในการขับขี่ วงเลี้ยวจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญ
• ขณะที่ปิดคันเร่ง จะไม่มีแรงผลักจากล้อหลัง ทำให้การบังคับรถให้พลิกซ้าย,ขวา ทำได้ง่ายกว่า แต่นั่นก็หมายความว่ารถขาดแรงพยุงจากด้านหลัง ผู้ขี่จะรู้สึกได้ว่าความมั่นคงในการทรงตัวของรถลดลง โดยเฉพาะการขี่ที่ความเร็วต่ำ (ลองนึกถึงเวลาที่คุณขี่รถซอกแซกตอนรถติดๆ - ระหว่างการปิดคันเร่งให้รถไหลไป กับค่อยๆใช้คันเร่งในความเร็วที่เท่ากันอันไหนรู้สึกมั่นคงกว่า)




2. เปิดคันเร่ง (ภาพที่ 3)
• คือการบิดคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วให้สูงขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับองศาการบิดข้อมือ
• ผลที่เกิดจะตรงข้ามกับการปิดคันเร่ง คือถ้าค่อยๆ เปิดคันเร่งขึ้นทีละนิดขณะที่รถเอียงอยู่ ความเร็วที่สูงขึ้นจะทำให้วงเลี้ยวหรือเส้นทางการวิ่งของรถเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
• เมื่อรถล้อหลังหมุนแรงขึ้น (จากการเปิดคันเร่ง) จะทำให้เกิดแรงผลักระหว่างยางกับพื้นถนน ทำให้รถค่อยๆ ตั้งขึ้น
• รถจะตั้งขึ้นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความเร็วในการบิดคันเร่ง


3. คลอคันเร่ง (ภาพที่ 4)
• คือการบิดคันเร่งและค้างไว้ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง หรือความเร็วใดความเร็วหนึ่ง
• ใช้ความเร็วคงที่ในระดับหนึ่งขณะที่รถเอียงอยู่ จะมีผลให้รถวิ่งเป็นวงกลมที่เท่ากันตลอด (คนขี่นั่งท่าเดิมไม่ขยับ) รถจะไม่วิ่งแคบลงหรือกว้างขึ้นกว่าเดิม






จากคุณลักษณะที่กล่าวมา ทำให้เราสามารถนำไปปรับใช้เพื่อการขับขี่ในโค้งได้ คือ

1) ก่อนเข้าโค้ง - เมื่อเราจะทำการเข้าโค้ง จะต้องปิดคันเร่งเพื่อให้รถเอียงและวิ่งเป็นเส้นโค้งไปตามไลน์ที่เรากำหนดไว้
2) ออกจากโค้ง - เมื่อผ่านจุดยอดโค้ง (Apex) จึงทำการเปิดคันเร่งเพื่อส่งรถออกจากโค้ง ซึ่ง ณ จุดนี้รถจะเริ่มตั้งตรงอีกครั้ง

*1.5) ในโค้งยาว - ในบางกรณีที่โค้งมีลักษณะยาวมากๆ (ระยะไต่โค้งยาว) เราไม่สามารถทำการปิด/เปิดคันเร่งได้เหมือนปกติ จึงต้องใช้การคลอคันเร่งในโค้งเพื่อรักษาความเร็วและระดับความเอียงของรถให้เหมาะสมกับความโค้งของทางวิ่ง (ภาพที่ 6)


เมื่อเรารู้ลักษณะเบื้องต้นของการเข้าโค้งแล้ว เราจะสามารถวิเคราะห์คร่าวๆ ได้ว่าสาเหตุของผู้ที่เข้าโค้งไม่ได้ หรือบานโค้งเกิดจาก...
..........- “คืนคันเร่งก่อนเข้าโค้งไม่หมด” : นั่นคือไม่ได้ “ปิด” คันเร่ง ซึ่งมีผลไม่ต่างจากการคลอคันเร่งเข้าโค้ง ถ้าโค้งกว้างอาจพอถูๆไถๆ ไปได้ แต่ถ้าโค้งแคบความเร็วต่ำหล่ะก็... บานนนนน... แน่นอนคับทั่น
..........- “เปิดคันเร่งเร็วเกินไป” : เราจะเปิดคันเร่งเมื่อเรามองเห็นทางออกโค้งแล้วเท่านั้น เพราะอย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า เมื่อเปิดคันเร่งรถจะตั้งขึ้นแล้วพุ่งไปข้างหน้า ถ้าดันทะลึ่งไปเปิดก่อนทางออกหล่ะก็... บานนนนน อีกแล้วคับทั่น

..........ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการใช้คันเร่งมีส่วนสำคัญในการรักษาไลน์การวิ่งในโค้งมาก ซึ่งหากเรา “เข้าใจ” หลักการ และนำไป “ฝึกฝน” อย่างถูกวิธี จะทำให้เราพัฒนาการเข้าโค้งได้ดีขึ้นซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้นด้วย หรือแม้แต่ในระดับของการแข่งขันหากนักแข่งศึกษาและฝึกฝนการใช้คันเร่งจนสามารถใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญและช่ำชอง นั่นจะทำให้เป็นข้อได้เปรียบนักแข่งทั่วไป เพราะนักแข่งส่วนใหญ่ (เท่าที่ผมรู้จัก) จะเน้นเรื่องความเร็วในการ ”เข้า” โค้ง แต่ไม่มีใครคิดถึงการ “ออก” จากโค้ง ซึ่งเป็นอีกจุดที่สำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบให้กับนักแข่งได้เป็นอย่างมาก ส่วนจะมากยังไง ได้เปรียบขนาดไหน เอาไว้คอลัมน์การขี่แบบเรซซิ่งผมค่อยพูดถึงละกัน

*ไม่มีที่มา*
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2008, 09:46:22 PM โดย eric » บันทึกการเข้า

It's not the size of your body but the size of heart
LOP
Ninja User
Ninja User Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1244



« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 08:17:47 AM »

 ???สุดยอดเลย แต่มันเยอะจัด ???
บันทึกการเข้า
kindani (ใหม่)
Ninja User
Ninja User Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 988



อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 10:11:28 AM »

???สุดยอดเลย แต่มันเยอะจัด ???

ก็บอกว่าอยากได้อย่างเป็นทางการไม่ใช่เหรอครับ...อ่านให้หมดนะ  Wink
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!